สำรวจสี่เสาหลักกลยุทธ์สร้างรายรับของ Income Funds
อีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนในยุคอัตราดอกเบี้ยผันผวน
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา Income Funds ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในตลาด ETF ที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการโอกาสรับกระแสเงินสดสม่ำเสมอควบคู่กับโอกาสบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น
หนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความสนใจมากคือ Covered Call Strategy ซึ่งถูกนำไปประยุกต์ใช้กับหุ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม หลายดัชนี เพื่อสร้างรายได้จากความผันผวนของตลาดแทนการรอผลตอบแทนจากราคาเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม แกนหลักของรายได้จาก Income Funds ส่วนใหญ่ยังคงมาจาก Fixed Income ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากสภาวะอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น Corporate Bonds, High Yield Bonds รวมถึง U.S. Treasuries ที่ให้ Yield ตามทิศทางนโยบายการเงิน
นอกจากนี้ Income Funds ยังสามารถขยายขอบเขตไปยังตราสารหนี้ที่มีโครงสร้างซับซ้อน เช่น Mortgage-Backed Securities (MBS), Asset-Backed Securities (ABS) และ Convertible Bonds ที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตได้ดีขึ้น
พร้อมกันนี้ REITs ยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่มีความสัมพันธ์ต่ำกับสินทรัพย์ประเภทอื่น และยังเปิดโอกาสรับผลตอบแทนเชิงราคาได้หากวัฏจักรดอกเบี้ยเปลี่ยนสู่ช่วงผ่อนคลาย ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญต่อรายได้ในระยะยาว
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตลาด Income Funds กำลังขยายไปสู่สถาปัตยกรรมรายได้ที่หลากหลายขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และตลาดทุนในปัจจุบัน ดังนั้น การทำความเข้าใจว่าแต่ละกองทุนสร้างรายได้จากสินทรัพย์ประเภทใด และรายได้เหล่านั้นมีความเสี่ยงหรือพฤติกรรมตอบสนองต่อตลาดอย่างไร จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ ผู้ลงทุนในการประเมินคุณภาพและความยั่งยืนของการลงทุน
Fixed Income Interest
“รายได้พื้นฐานที่คาดการณ์ได้ และเป็นแกนกลางของพอร์ต”
ประเภทของตราสารหนี้ที่ Income Funds มักลงทุน ได้แก่
• พันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds) ความเสี่ยงเครดิตต่ำ ผลตอบแทนเสถียร มั่นคง
• ตราสารหนี้เอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูง (High-Yield Corporate Bonds) ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงเครดิต อย่างตลาดสหรัฐฯ และยุโรปที่มีสภาพคล่องสูง ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงจากผู้ออกตราสารได้ดี
• ตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน (Mortgage-Backed Securities: MBS) สะท้อนถึงตลาดสินเชื่อบ้านที่มีความโปร่งใส และ Fed มีบทบาทในเรื่องสภาพคล่อง (จาก QE) ทำให้ Yield มีเสถียรภาพ
• ตราสารหนี้กึ่งหุ้นกึ่งหนี้ที่ให้ผลตอบแทนเป็นประจำ (Preferred Securities) ซึ่งผลตอบแทนมักจะสูงกว่าพันธบัตรและมักมีการจ่ายเงินในรูปแบบคล้ายปันผล เหมาะสำหรับเสริมรายได้ในพอร์ต
• ตราสารหนี้แปลงสภาพ (Convertible Bonds) ให้ดอกเบี้ยประจำ พร้อมสิทธิ์แปลงเป็นหุ้นในอนาคต จึงมีโอกาสรับผลตอบแทนจากหุ้นด้วย หากราคาหุ้นปรับขึ้น
ซึ่งตราสารแต่ละประเภทมีคาแรคเตอร์ต่างกัน จึงช่วยให้กองทุนสามารถปรับพอร์ตได้แบบยืดหยุ่น และสามารถออกแบบพอร์ตให้สมดุลได้ง่ายขึ้น
หุ้นเน้นปันผล (Equity Dividends)
“รายได้จากผลประกอบการจริงที่ช่วยเสริมการเติบโตของพอร์ตการลงทุน”
หุ้นปันผลเป็นหนึ่งในแนวทางสร้างรายได้แบบดั้งเดิมที่เข้าใจง่ายและถูกนำมาใช้อย่างยาวนาน เพราะผสานได้ทั้งกระแสเงินสดระหว่างทางและโอกาสสร้างผลตอบแทนจากราคาหุ้นในระยะยาว อาทิ
• หุ้นที่ลงทุนในบริษัทที่มีธุรกิจแข็งแรง กระแสเงินสดมั่นคง และนโยบายจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น Utilities, Telecom, Banking และ Energy Infrastructure ซึ่งมีรายได้ผันผวนน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มเติบโตสูง
• Dividend Yield มีโอกาสเติบโตตามการขยายตัวของกำไรธุรกิจ ส่งผลให้รายได้จากเงินปันผลสามารถรักษาอำนาจซื้อได้ดีเมื่อเผชิญกับเงินเฟ้อ
• ถึงแม้ราคาหุ้นจะยังคงมีความผันผวน แต่กระแสเงินสดจากเงินปันผลช่วยลดการต้องพึ่งพา Capital Gain เพียงด้านเดียว จึงเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพเชิงรายได้ให้กับพอร์ตได้เป็นอย่างดี
รายได้จากอสังหาฯ ผ่าน REITs
“รายได้จากทรัพย์สินจริง ช่วยกระจายความเสี่ยงและตอบสนองต่อเงินเฟ้อ”
REITs สามารถสร้างกระแสเงินสดแบบที่มีแหล่งที่มาชัดเจน จากทรัพย์สินที่ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น คลังสินค้า อาคารพักอาศัย ศูนย์การแพทย์ และ Data Centers
• รายได้หลักเกิดจากค่าเช่า โดยมีสัญญาที่ผูกพันระยะยาว จึงคาดการณ์ได้ในระดับสูง ซึ่งโครงสร้างรายได้ตอบสนองต่อ Fundamental ของเศรษฐกิจจริง ทำให้มีความสัมพันธ์ต่ำกับหุ้นและตราสารหนี้ทั่วไป
• โครงสร้างกฎหมายกำหนดให้ REITs กระจายรายได้ส่วนใหญ่คืนแก่ผู้ถือหน่วยในรูปของเงินปันผล ส่งผลให้ระดับรายได้รวมอยู่ในเกณฑ์สูงและสม่ำเสมอ
• ค่าเช่าสามารถปรับขึ้นได้ตามเงินเฟ้อหรือสภาวะอุปสงค์ทรัพย์สิน ช่วยรักษาอำนาจซื้อของกระแสเงินสดในระยะยาว (Real Income Preservation)
ด้วยธรรมชาติของสินทรัพย์ที่สร้างรายได้จริงจากการเช่า REITs จึงทำหน้าที่เสริมความหลากหลายให้พอร์ตลงทุน ช่วยลดความผันผวนโดยรวม และเป็นเครื่องยนต์รายได้เพิ่มเติมในวัฏจักรดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย
Covered Call Premiums
“เพิ่มประสิทธิภาพรายได้จากหุ้น ด้วยพรีเมียมที่ได้จากการบริหารความผันผวนของตลาด”
Covered Call Strategy เป็นวิธีสร้างรายได้จากหุ้นที่ถืออยู่เดิม โดยกองทุนจะ:
• ถือหุ้นจริงในพอร์ต (Covered)
• ขายสิทธิ์ในการซื้อหุ้นนั้นในอนาคตให้ผู้อื่นผ่าน Call Option (Call)
• รับ Option Premium เป็นกระแสเงินสดทันที
รายได้นี้มาจากความผันผวน (Volatility) ไม่ใช่จากราคาหุ้นโดยตรง ทำให้หุ้นในพอร์ตมีพฤติกรรมเชิงสร้างกระแสรายได้มากขึ้น คล้าย Fixed Income ในมิติของความสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ดี ต้นทุนค่าเสียโอกาสของรายได้จาก Premium คือโอกาสทำกำไรบางส่วน เมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นแรงเกินระดับที่ตัังไว้ กลยุทธ์นี้ จึงเหมาะกับตลาดที่ขยับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือเคลื่อนไหวในกรอบ มากกว่าภาวะตลาดขาขึ้นแรง
โดยในภาพรวมกลยุทธ์ Covered Call จึงช่วยให้หุ้นในพอร์ตเปลี่ยนมาทำหน้าที่เชิงรายได้ และขณะเดียวกันยังคงศักยภาพในการรับผลตอบแทนเชิงราคาในระดับที่เหมาะสม จึงถือเป็นกลยุทธ์ที่ผสานรายได้และความเสี่ยงได้อย่างสมดุลในบริบทยุคที่ความผันผวนของตลาดยังมีบทบาทสูง
รวบยอดเชิงกลยุทธ์
Income Funds ผสานจุดแข็งของสินทรัพย์หลายประเภทเข้าด้วยกันเพื่อสร้างโอกาสสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม
• Fixed Income ตราสารหนี้ช่วยคงเสถียรภาพ
• Dividend Equities หุ้นปันผลช่วยเพิ่มความยั่งยืนและโอกาสเติบโตของรายได้
• REITs เสริมการกระจายความเสี่ยงจากรายได้สินทรัพย์จริง
• Covered Calls เปลี่ยนความผันผวนของหุ้นเป็น Cashflow เพิ่มเติม
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสการเติบโตของผลตอบแทนตามรายละเอียดข้างต้น ทาง KTAM ขอแนะนำ 2 กองทุน ได้แก่
กองทุนเปิดเคแทม โกลบอล เครดิต อินคัม ฟันด์ (KT-GCINCOME) (ความเสี่ยงระดับ 5) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Schroder International Selection Fund Global Credit Income (กองทุนหลัก) ซึ่งกองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทุนในตราสารการเงินที่มีการจ่ายผลตอบแทนแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) และหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง (High Yield) ที่ออกโดยรัฐบาล, หน่วยงานภาครัฐ, องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ และบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศในตลาดเกิดใหม่
โดยจุดแข็งสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการปรับสัดส่วนพอร์ตตามวัฏจักรเครดิตและสภาพ
แวดล้อมทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การผสมผสานสินทรัพย์ที่มีแหล่งรายได้และรูปแบบความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างเหมาะสม ช่วยให้กองทุนมีศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง ขณะเดียวกันก็สามารถบริหาร Downside และรักษาความเสถียรของผลตอบแทนในสภาวะตลาดที่ผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และกองทุนเปิดเคแทม อินคัม แอนด์ โกรท ฟันด์ (KT-IGF) (ความเสี่ยงระดับ 5) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Allianz Income and Growth (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักมีเป้าหมายในการเติบโตของเงินทุนและรายได้ในระยะยาว โดยจะลงทุนในหลักทรัพย์ 3 ประเภทหลัก (จดทะเบียนในสหรัฐฯ) ได้แก่ หุ้นสามัญและหลักทรัพย์ประเภทหุ้นอื่น ๆ ตราสารหนี้และหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Securities) โดยดำรงสัดส่วนระหว่างหลักทรัพย์ในแต่ละประเภทสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละช่วงเวลาตามที่ผู้จัดการกองทุนรวมหลักเห็นสมควร
สำหรับกองทุนหลักใช้กลยุทธ์ Multi-Asset Income ที่ผสานหุ้น ตราสารหนี้ และตราสารแปลงสภาพ เพื่อสร้างรายได้และศักยภาพเติบโตในคราวเดียวกัน โดยมีโครงสร้างพอร์ตหลักที่เข้าใจง่ายและมีวินัยชัดเจน โดยโครงสร้างนี้จะช่วยลดการพึ่งพาปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งในตลาด และเปิดโอกาสให้กองทุนบริหารสมดุลระหว่างรายได้และการเติบโตได้อย่างยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด
ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการได้ที่ บลจ.กรุงไทย
โทร. 0-2686-6100 กด 9 หรือธนาคารกรุงไทย และผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน หรือศึกษารายละเอียดได้ที่ www.ktam.co.th
สนใจเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชั่น KTAM Smart Trade ได้ที่ https://bit.ly/KTSTSignIn
คำเตือน : กองทุนมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน โดยกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนจึงอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเป็นคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ผู้เขียน: เขมรัฐ ทรงอยู่
รองผู้อำนวยการ ฝ่ายลงทุนต่างประเทศ
บลจ.กรุงไทย