“January Effect” สัญญาณเชิงพฤติกรรมที่นักลงทุนจับตาในช่วงต้นปี
ช่วงรอยต่อระหว่างปลายปีและต้นปี มักเป็นช่วงเวลาที่ตลาดเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เพราะมีนักลงทุนจำนวนมากเลือกปิดสถานะ ปรับพอร์ต และเริ่มจัดสรรเงินทุนใหม่เพื่อเตรียมรับปีถัดไป ส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายในช่วงต้นปีมีลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากช่วงอื่นของปีอย่างชัดเจน
ด้วยเหตุนี้ เดือนมกราคมจึงมักถูกใช้เป็นช่วงเวลาสำหรับประเมินทิศทางตลาด ประเมินระดับความเชื่อมั่นและความพร้อมของนักลงทุนในการกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงในรอบปีนั้นๆ
ภายใต้บริบทดังกล่าว แนวคิดตลาดเชิงฤดูกาลที่เรียกว่า “January Effect” จึงถูกนำมาใช้อธิบายการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งในอดีตเคยแสดงผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงเดือนมกราคมมากกว่าช่วงอื่นของปีอย่างมีนัย
January Effect คืออะไร
January Effect เป็นข้อสังเกตเชิงสถิติและพฤติกรรมตลาด ที่พบว่าผลตอบแทนของหุ้นและดัชนีตลาดมักปรับตัวได้ดีในเดือนมกราคมเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของเดือนอื่น โดยแนวโน้มนี้จะเด่นชัดเป็นพิเศษในหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งอ่อนไหวต่อแรงซื้อแรงขายและการเคลื่อนย้ายเงินทุนมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่
แนวคิดนี้ถูกค้นพบอย่างเป็นทางการในปี 1942 โดย Sidney Wachtel ซึ่งศึกษาข้อมูลตลาดหุ้นสหรัฐฯ ย้อนหลังหลายทศวรรษ และพบว่าหุ้นขนาดเล็กมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นและ outperform หุ้นขนาดใหญ่ในเดือนมกราคมอย่างมีนัยสำคัญ
งานวิจัยในช่วงเวลาต่อมาก็ช่วยตอกย้ำปรากฏการณ์ดังกล่าว เช่น การศึกษาข้อมูลปี 1976 ที่ใช้ข้อมูลดัชนีราคาหุ้นในตลาดนิวยอร์กย้อนหลังไปถึงปี 1904 พบว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยในเดือนมกราคมอยู่ที่ประมาณ 3.5% เทียบกับเพียงราว 0.5% ในเดือนอื่นของปี อย่างไรก็ตาม January Effect ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่ตายตัว และไม่ได้การันตีว่าจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ ปี
หลักฐานเชิงสถิติและพัฒนาการของปรากฏการณ์
ข้อมูลในระยะยาวสะท้อนให้เห็นว่า January Effect เคยมีนัยสำคัญมากในอดีต แต่หากมองรายละเอียดของช่วงเวลา จะพบว่าความแข็งแกร่งของปรากฏการณ์นี้ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
งานวิจัยคลาสสิกของ Rozeff & Kinney (1976) ที่ใช้ข้อมูลตลาดหุ้นสหรัฐฯ (NYSE equal weight index) ระหว่างปี 1904 – 1974 พบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในเดือนมกราคมอยู่ที่ประมาณ 3.48% เทียบกับเพียง 0.42% ในเดือนอื่นของปี คิดเป็นส่วนต่างที่มีนัยถึงเกือบ +3.0% จากข้อมูลจากดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นขนาดเล็ก แสดงให้เห็นว่า
- ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 2010 ในเดือนมกราคมให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 1.7% และถือเป็นหนึ่งในเดือนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดของปี
- ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา ผลตอบแทนเฉลี่ยในเดือนมกราคมลดลงเหลือเพียงราว 0.1% สะท้อนว่าความได้เปรียบเชิงฤดูกาลของหุ้นขนาดเล็กลดลงอย่างชัดเจน
กลไกเบื้องหลัง January Effect คืออะไร
January Effect มักถูกอธิบายด้วยปัจจัยด้านพฤติกรรมนักลงทุนและโครงสร้างตลาด ซึ่งทำงานร่วมกันในช่วงปลายปีและต้นปี ซึ่งประเด็นที่ถูกกล่าวถึงบ่อย ได้แก่
- การขายหุ้นขาดทุนเพื่อเจตนาด้านภาษีในช่วงปลายปี สร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นโดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็ก ก่อนที่แรงขายจะสิ้นสุดลงเมื่อจบปี
- เม็ดเงินไหลเข้าตลาดอีกครั้งในช่วงต้นปีจากเงินโบนัสปลายปี เงินลงทุนในแผนเกษียณ และการปรับพอร์ตตามเป้าหมายทางการเงินใหม่
- ลักษณะเฉพาะของหุ้นขนาดเล็ก คือมีสภาพคล่องต่ำกว่า และมักถูกขายลงแรงในช่วงปลายปี ทำให้มีโอกาสฟื้นตัวได้มากกว่าเมื่อมีแรงซื้อกลับเข้ามา
เหตุใด January Effect จึงอ่อนแรงลงในปัจจุบัน
นักวิเคราะห์จำนวนมากเห็นตรงกันว่าความอ่อนแรงของ January Effect ในช่วงหลังเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดหุ้น โดยมีมุมมองสำคัญ ได้แก่
- การรับรู้ของตลาดต่อปรากฏการณ์นี้อย่างกว้างขวาง ทำให้ราคาสินทรัพย์ปรับตัวล่วงหน้าและลดโอกาสในการเกิดผลตอบแทนส่วนเกินในเดือนมกราคมจริง
- บทบาทที่เพิ่มขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนีตลาด โดยเฉพาะหลังยุค covid เป็นต้นมา
- การเติบโตของการลงทุนแบบ passive ผ่านกองทุนดัชนีและ ETF ซึ่งทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอมากขึ้นตลอดทั้งปี ไม่กระจุกตัวเพียงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
January Effect เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น มากกว่าการเป็นกฎการลงทุนแบบตายตัว
- สำหรับนักลงทุนระยะสั้น การติดตามหุ้นขนาดเล็กหรือหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากในช่วงปลายปี อาจช่วยเปิดโอกาสในการประเมินการฟื้นตัวในช่วงต้นมกราคม โดยควรใช้ร่วมกับตัวชี้วัดด้านโมเมนตัม ปริมาณซื้อขาย และความกว้างของตลาด
- สำหรับนักลงทุนระยะยาว January Effect ควรถูกใช้เป็นข้อมูลเสริมในการอ่านบรรยากาศตลาด ไม่ควรเป็นเหตุผลหลักในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพอร์ตหรือกลยุทธ์การลงทุนระยะยาว
ในทางปฏิบัติ January Effect สามารถมองได้ว่าเป็นตัวช่วยอ่านบรรยากาศตลาดในช่วงต้นปี คล้ายกับการตรวจสอบระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุน (sentiment gauge) และสภาพคล่องในตลาด (liquidity check) ว่าตลาดพร้อมกลับมาเปิดรับความเสี่ยง หรือยังอยู่ในโหมดระมัดระวังในการลงทุน
? สำหรับการลงทุนระยะสั้น (Tactical / Active)
- ติดตามหุ้นขนาดเล็กหรือหุ้นที่ถูกขายลงแรงในช่วงปลายปี เพื่อประเมินการเกิดแรงซื้อกลับในช่วงต้นมกราคม
- ใช้พฤติกรรมของตลาดในช่วงสัปดาห์แรกถึงเดือนแรกของปีเป็นสัญญาณประกอบการประเมินการเปิดรับความเสี่ยง (risk appetite) ระยะสั้น
- พิจารณาควบคู่กับปัจจัยอื่น เช่น การปรับตัวของราคา โมเมนตัม ปริมาณซื้อขาย และความกว้างของตลาด เพื่อแยกแยะว่าการฟื้นตัวของตลาดเป็นเพียง technical rebound หรือเป็นแรงซื้อเชิงโครงสร้างที่แข็งแรง
? สำหรับการลงทุนระยะยาว (Strategic / Asset Allocation)
January Effect ไม่ควรเป็นเหตุผลในการเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนหลักหรือปรับโครงสร้างพอร์ตอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ เช่น
- ใช้เป็นข้อมูลเสริมในการประเมิน sentiment ตลาดและจังหวะการเข้าสะสมสินทรัพย์เพิ่มเติมได้
- ใช้สังเกตและประเมินความสอดคล้องระหว่างพฤติกรรมตลาดช่วงต้นปีกับปัจจัยพื้นฐาน อย่างกำไรบริษัทจนทะเบียน ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค และนโยบายการเงินได้
- ใช้เป็นจังหวะในการประเมินผลของธีมการลงทุนที่ถืออยู่ ว่ามีแรงหนุนจากกระแสเงินทุนในตลาดหรือไม่ โดยเฉพาะธีมที่อ่อนไหวต่อ sentiment เช่น หุ้นขนาดเล็ก หรือหุ้นวัฏจักร
ที่มา: Bloomberg, Barron
คำเตือน ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
#KTAM #KTAMSmartTrad #ดูแลใจไปพร้อมกับการลงทุน
ผู้เขียน: เขมรัฐ ทรงอยู่
รองผู้อำนวยการ ฝ่ายลงทุนต่างประเทศ
บลจ.กรุงไทย