มอง Nasdaq-100 ให้ลึกกว่าแค่ Tech
ดัชนี Nasdaq-100 มักถูกมองว่าเป็น “ดัชนีหุ้นเทคโนโลยี” เนื่องจากมีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่ม Information Technology ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การมองดัชนีนี้ผ่านกรอบดังกล่าวเพียงอย่างเดียว อาจทำให้นักลงทุนมองข้ามบทบาทที่แท้จริงของ Nasdaq-100 ในฐานะเครื่องมือสำหรับการลงทุนเพื่อการเติบโตในระยะยาวได้
เพราะในปัจจุบัน Nasdaq-100 ไม่ได้สะท้อนเพียงความเคลื่อนไหวของหุ้นเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นดัชนีรวมบริษัทต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือบริษัทที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้าง
ดังนั้น การทำความเข้าใจ Nasdaq-100 อย่างถูกต้องจึงไม่ควรอยู่ที่น้ำหนักราย sector เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการมองว่าเหตุใด ดัชนีนี้จึงถูกออกแบบมาให้สะท้อนแหล่งการเติบโตหลักของเศรษฐกิจยุคใหม่ และมีบทบาทอย่างไรต่อการจัดพอร์ตการลงทุนในระยะยาว
จุดเริ่มต้นและเส้นทางการพัฒนา จากดัชนีเฉพาะกลุ่ม สู่ Growth Benchmark
Nasdaq-100 ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1985 เพื่อรวบรวมบริษัท non-financial ขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq ซึ่งในช่วงเริ่มต้นยังเป็นตลาดของบริษัทเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม เช่น hardware และ software เป็นหลัก
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ดัชนีดังกล่าวกลายเป็นศูนย์กลางของกระแส internet boom ก่อนจะเจอบททดสอบครั้งสำคัญจากวิกฤติฟองสบู่ dot-com เหตุการณ์นี้ทำให้ตลาดตระหนักได้ว่า การเติบโตที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมาพร้อมกับคุณภาพของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงความคาดหวังในเชิงแนวคิดอย่างเดียวได้
หลังจากนั้น Nasdaq-100 ได้ปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถขยายธุรกิจในระดับโลก มีรายได้ต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ดัชนีไม่ได้เป็นเพียงดัชนีที่เติบโตเร็ว แต่ยังเป็นดัชนีที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วย
โครงสร้าง Sector ปัจจุบันกระจุกตัว แต่สะท้อนความเป็นจริงของเศรษฐกิจยุคใหม่
ในปัจจุบัน Nasdaq-100 ยังคงมีน้ำหนักการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างชัดเจน โดยกลุ่ม Information Technology มีสัดส่วนราว 50% ของดัชนี ขณะที่ Communication Services และ Consumer Discretionary ก็มีน้ำหนักรวมกันอีกราวเกือบ 30%
เมื่อรวมทั้งสามกลุ่มเข้าด้วยกัน จะมีน้ำหนักถึง 80% ของดัชนี Nasdaq-100 ซึ่งถือว่ากระจุกตัวสูงในเชิง sector และมักถูกตั้งคำถามในมุมของความสามารถในการกระจายความเสี่ยง (diversification) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากโครงสร้างเศรษฐกิจ จะพบว่าสัดส่วนดังกล่าวได้สะท้อนความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน ที่แหล่งการเติบโตหลักมักกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ
1 เทคโนโลยีที่ฝังตัวอยู่ทั้งในชีวิตประจำวันและกระบวนการดำเนินธุรกิจ
2 แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และระบบเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน
3 รูปแบบการใช้จ่าย การสื่อสาร และการบริโภคข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในระดับโครงสร้าง
ด้วยเหตุนี้ Nasdaq-100 จึงไม่ได้มีเป้าหมายในการสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งหมดแบบ broad-based index แต่เลือกมุ่งเน้นไปยัง sector ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตแบบทบต้นในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ดัชนียังมีการกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มอื่นในระดับที่มีนัยสำคัญ เช่น Health Care (ราว 5-6%) Consumer Staples (ราว 4–5%) และ Industrials (~4%) ซึ่งแม้น้ำหนักจะไม่สูงมาก แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้ และลดแรงกระแทกของพอร์ตในช่วงที่ตลาดเกิดการเปลี่ยนกลุ่มเล่น หรือเมื่อหุ้นกลุ่มเติบโตชะลอตัวลงชั่วคราว
เมื่อ Technology ไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงจากการเก็งกำไรอีกต่อไป
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อย คือการมองว่าการลงทุนในเทคโนโลยีหมายถึงหุ้นผันผวนสูง คาดหวังสูง และมีกำไรที่ไม่แน่นอน ซึ่งอาจเคยเป็นจริงในอดีต แต่ไม่ใช่ภาพของ Nasdaq-100 ในปัจจุบัน
บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากในดัชนีในวันนี้มีลักษณะของธุรกิจที่มั่นคง และมีบทบาทใกล้เคียงกับโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก โดยสามารถสังเกตได้จากลักษณะสำคัญเหล่านี้
-รายได้ที่มีความต่อเนื่องและสามารถขยายตัวได้ดี เช่น ธุรกิจในรูปแบบ platform ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาฐานลูกค้าและขยายบริการได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มต้นทุนในอัตราเดียวกับรายได้
- มีการเชื่อมโยงกับหลายอุตสาหกรรม เพราะเทคโนโลยีไม่ได้ดำรงอยู่แยกจากภาคเศรษฐกิจอื่นอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการค้าปลีก การโฆษณา การขนส่ง และบริการด้านสุขภาพ
- มีกระแสเงินสดที่แข็งแรง บริษัทจำนวนมากสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและความสามารถในการรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ
ด้วยเหตุนี้ การสรุปว่า “สัดส่วนเทคโนโลยีสูงเท่ากับความเสี่ยงสูง” จึงเป็นการตีความที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของ Nasdaq-100 ในปัจจุบัน
Concentration Risk ความเสี่ยงของการเลือกลงทุนอย่างมีเป้าหมาย
การกระจุกตัวของ Nasdaq-100 เป็นลักษณะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และควรถูกพิจารณาอย่างรอบด้านก่อนการลงทุน อย่างไรก็ตาม การกระจุกตัวดังกล่าวเกิดจากการให้น้ำหนักกับบริษัทที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นและมีบทบาทเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจโลก
จุดแข็งของ Nasdaq-100 อยู่ที่ความสามารถในการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของดัชนี เมื่อบริษัทใดเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ดัชนีจะทยอยลดบทบาทและน้ำหนักของบริษัทนั้นลง แตกต่างจากดัชนีบางประเภทที่ยังคงยึดติดกับขนาดของบริษัทมากกว่าคุณภาพของธุรกิจ
แม้การกระจุกตัวในลักษณะนี้จะมาพร้อมกับระดับความผันผวนที่สูงกว่า (high beta) แต่สำหรับนักลงทุนที่มองการลงทุนในเชิงการเติบโต นี่คือ trade-off ที่สามารถทำความเข้าใจและบริหารจัดการได้ ผ่านการจัดสรรสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม
สรุปมุมมองเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน
• Nasdaq-100 ควรถูกมองเป็นเครื่องมือสำหรับการลงทุนเพื่อการเติบโตระยะยาว (long-term growth) เพราะดัชนีนี้ให้การเปิดรับต่อบริษัทที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรม แพลตฟอร์มดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก
• การกระจุกตัวของ sector เป็นลักษณะเชิงกลยุทธ์ไม่ใช่จุดอ่อน สัดส่วนที่สูงในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่ม exposure ต่อแหล่งการเติบโตของกำไรในระยะยาว แม้จะแลกกับความผันผวนในระยะสั้น
• ความผันผวนเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนที่คาดหวังได้ นักลงทุนต้องยอมรับได้ว่า Nasdaq-100 อาจ underperform ดัชนีแบบ broad-based ในบางช่วงเวลา แต่ในระยะยาวก็มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่า จากบริษัทผู้นำระดับโลก
• เพื่อการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม Nasdaq-100 ไม่จำเป็นต้องเป็น core holding แต่มีไว้เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของพอร์ต โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่มีกรอบเวลาการลงทุนยาว
ในยุคที่นวัตกรรมขับเคลื่อนโลก การเลือกลงทุนใน 'ดัชนี Nasdaq 100 ไม่ใช่แค่การซื้อหุ้นเทคโนโลยี แต่คือการคว้าโอกาสเติบโตไปพร้อมกับบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก 100 อันดับแรก หากคุณเห็นภาพการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมและต้องการให้พอร์ตสะท้อนความเชื่อนั้น KTAM ขอแนะนำกองทุนที่จะช่วยให้คุณเข้าถึงนวัตกร รมสหรัฐฯ ได้อย่างแท้จริง กับกองทุนเปิดเคแทม NASDAQ 100 (KT-NASDAQ) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนใน Invesco NASDAQ 100 ETF (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักเน้นการลงทุนในบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากที่สุด 100 บริษัท ในตลาดหุ้น NASDAQ ของสหรัฐฯ (ไม่รวมหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน)
คำเตือน : กองทุนมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
สนใจเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชั่น KTAM Smart Trade ได้ที่ https://bit.ly/KTSTSignIn
ผู้เขียน: เขมรัฐ ทรงอยู่
รองผู้อำนวยการ ฝ่ายลงทุนต่างประเทศ
บลจ.กรุงไทย